วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ลงทุนนานแค่ไหน เพื่อให้เงินต้นปลอดภัย

  
คำถามหนึ่งที่สร้างความกังวลคือลงทุนมันแล้วจะขาดทุนหรือเปล่า ตอนขายเงินจะลดมั้ย ยิ่งช่วงปลายปีนั้น เป็นช่วงที่ผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีต่างก็ระดมเงินมาซื้อหา LTF  RMF เพื่อลดหย่อนภาษีกัน แต่อาจมีข้อสงสัยว่าการลงทุนนั้นเมื่อครบกำหนดแล้วจะขาดทุนหรือเปล่า ถ้าขาดทุนแล้ว จะคุ้มกับภาษีที่ได้รับลดหย่อนหรือไม่ บทความนี้ก็จะพาไปหาระยะเวลาลงทุนที่น่าจะทำให้เงินต้นปลอดภัย (อย่างน้อยขอให้เงินที่ลงไปอยู่ครบ)




ก่อนอื่นต้องดูข้อสมมติและวิธีคิดก่อน

1. สมมติว่าซื้อในช่วงสิ้นปี คล้ายๆ ว่าซื้อ กองทุนรวม ปลายปี) 
-เช่นถ้าถือ 1 ปี ก็ซื้อสิ้นปี 42 ขายสิ้นปี 43  หรือ ซื้อสิ้นปี 43 ขายสิ้นปี 44  ทำไปเรื่อยๆ จนสิ้นสุดที่ ปี 2559  
-ถ้าช่วงระยะเวลาถือครองคือ 10 ปี  ให้เริ่มตั้งแต่ซื้อสิ้นปี 42 ขายสิ้นปี 52 , หรือซื้อสิ้นปี 43 ก็ขายที่สิ้นปี 53 ทำเรื่อยไปจนถึงช่วงสุดท้ายคือซื้อ สิ้นปี 49 ขาย 59
-ถ้าช่วงระยะเวลาถือครองคือ 15 ปี สมมติว่าซื้อสิ้นปี 42 ขายสิ้นปี 57   , ซื้อสิ้นปี 42 ขายสิ้นปี 58 , ซื้อสิ้นปี 43 ขายสิ้นปี 59
2. ใช้ผลตอบแทนของดัชนี SET50 เป็นตัวแทนของผลตอบแทนของกองทุนรวมอิงดัชนี ข้อมูลที่ใช้ได้มาจากข้อมูลดัชนี ราคาเปิดและปิดรายปีจาก www.efinancethai.com ปี 2542 ถึง 22 ธค 2559  โดยให้ดัชนีราคาเปิดของปีที่ T แทนดัชนีราคาปิดของปีที่ T-1
3. ถือไปจนครบช่วงเวลาแล้วขายสิ้นปี 
4. ผลตอบแทนที่เห็นในบทความนี้เป็นผลตอบแทนแบบทบต้นต่อปี
5. ตัวเลขในบทความนี้ไม่ได้ถูกต้อง 100% มีการปัดทศนิยมให้ดูง่ายๆ 


  เมื่อได้ข้อมูลมาครบก็ คำนวณโดยหาอัตราผลตอบแทนทบต้น ผลที่ได้ก็ตามนี้ครับ (ถ้าตัวเลขเยอะก็ข้ามตารางพวกนี้ไปอ่านสรุป ที่ได้แยกเป็น 2 กรณีได้เลยครับ)


ผลตอบแทนรายปี 


ผลตอบแทนทุกช่วงเวลา 3 ปี ซื้อปลายธันวาคมแล้วไปขายในปลาย ธันวาคมอีก 3 ปีถัดไป

ผลตอบแทนทุกช่วงเวลา 5 ปี ซื้อปลายธันวาคมแล้วไปขายในปลายธันวาคม อีก 5 ปีถัดไป

ผลตอบแทนทุกช่วงเวลา 7 ปี ซื้อปลายธันวาคมแล้วไปขายในปลายธันวาคม อีก 7 ปีถัดไป

ผลตอบแทนทุกช่วงเวลา 10 ปี ซื้อปลายธันวาคมแล้วไปขายในปลายธันวาคม อีก 10 ปีถัดไป

ผลตอบแทนทุกช่วงเวลา 15 ปี ซื้อปลายธันวาคมแล้วไปขายในปลายธันวาคม อีก 15 ปีถัดไป



ดูตารางเยอะๆ แล้วตาลาย งั้นขอสรุป สั้นๆ เป็นสองกรณีตามนี้ดีกว่าครับ
กรณีที่ 1 พิจารณาเรื่องความน่าจะเป็นโอกาสที่เงินลงทุนจะลดลง 



จากตารางจะเห็นว่ายิ่งถือหลักทรัพย์ระยะเวลาน้อย โอกาสที่จะขาดทุนก็จะยิ่งสูง เช่นซื้อปลายปีนี้ขายปลายปีหน้ารวมทั้งหมด 16 ครั้งขาดทุนถึง 7 ครั้งด้วยกัน  นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะเห็นเงินลงทุนลดลงในกรณีนี้สูงถึง 43%   (ไม่ใช่ว่าเงินลดลง 43% นะครับ ส่วนจะขาดทุนกี่เปอร์เซนต์นั้นอันนี้ไม่ได้สนใจ) 


แต่ถ้าถือเป็นระยะเวลา 7 ปีขึ้นไป โอกาสที่เงินต้นลดลงนั้นเป็นศูนย์เลยครับ  (แต่ว่าจะกำไรมากน้อยเท่าไหร่เดี๋ยวไปดูกันในกรณีต่อไป)

กรณีที่ 2 พิจารณาเรืองความผันผวนของผลตอบแทน

จากตารางเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ยิ่งถือนานๆ ความผันผวนของผลตอบแทนจะลดลง เช่นถ้าถือแค่ปีเดียว ปีที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดคือ ปี 2546 (ซื้อปลายปี 45 ขายสิ้นปี 46) ช่วงปีนี้จะเห็นว่าได้ผลตอบแทนสูงสุดคือ 123%  

แต่ถ้าโชคไม่ดีไปทำแบบนี้ในปี 2551 (เศรษฐกิจอเมริกาพังส่งผลกระทบไปทั่วโลก) จะขาดทุนถึง 50%   (ขาดทุนขนาดนี้ถ้าจะให้ขึ้นมาเท่าเดิมต้องทำผลตอบแทนกลับให้ได้ 100% เลยนะครับ)

แต่ถ้าถือ 15 ปี เงินเย็นแช่น้ำแข็งได้ ผลตอบแทนแบบทบต้นต่ำสุดคือปีละ 7% สูงสุดคือปีละ 11%   (ระหว่างทางก่อนถึง 15 ปีอาจมีขาดทุนบ้างกำไรสูงบ้าง แต่ถ้าอยู่จนครบ 15 ปีจะได้ผลตอบแทนในช่วงนี้)

เราจะเห็นว่ายิ่งจำนวนปีสูงๆ ค่าผลตอบแทนสูงสุดกับต่ำสุดจะไม่ต่างกันมากนัก นักลงทุนที่กลัวขาดทุนก็สามารถแก้ได้

โดยการถือยาวๆ ไปเลยครับระดับ 7 ปีขึ้นไป สำหรับตลาดหุ้นไทยแล้วจะเห็นว่าค่อนข้างปลอดภัยสบายใจ กินอิ่มนอนหลับครบกำหนดมีตังค์เพิ่ม  โดยเฉพาะ 15 ปี นั้นข้อมูลที่นำมาทดสอบคิดว่าน่าจะครอบคลุมทั้งช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว สูงสุด และผลกระทบจากอเมริกา จนเศรษฐกิจถดถอยช่วง 50-52 ตลอดจนครอลคลุมวิกฤตการทางการเมืองของไทย และภัยธรรมชาติต่างๆ ในประเทศรวมถึงสงครามอิรัก อาฟกานิสถาน ฯลฯ

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการใช้อดีตมาเป็นฐานข้อมูล ข้อมูลเหล่านี้เป็นแค่แนวทางให้เห็นผลตอบแทนของการลงทุนที่ผ่านมาเท่านั้น ถ้าในอนาคตมีเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต ผลที่ได้รับอาจไม่เป็นเช่นนี้ก็ได้นะครับ  ตามคำกล่าวว่า ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น