คำถามหนึ่งที่สร้างความกังวลคือลงทุนมันแล้วจะขาดทุนหรือเปล่า ตอนขายเงินจะลดมั้ย ยิ่งช่วงปลายปีนั้น เป็นช่วงที่ผู้มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีต่างก็ระดมเงินมาซื้อหา LTF RMF เพื่อลดหย่อนภาษีกัน แต่อาจมีข้อสงสัยว่าการลงทุนนั้นเมื่อครบกำหนดแล้วจะขาดทุนหรือเปล่า ถ้าขาดทุนแล้ว จะคุ้มกับภาษีที่ได้รับลดหย่อนหรือไม่ บทความนี้ก็จะพาไปหาระยะเวลาลงทุนที่น่าจะทำให้เงินต้นปลอดภัย (อย่างน้อยขอให้เงินที่ลงไปอยู่ครบ)
ก่อนอื่นต้องดูข้อสมมติและวิธีคิดก่อน
1. สมมติว่าซื้อในช่วงสิ้นปี คล้ายๆ ว่าซื้อ กองทุนรวม ปลายปี)
-เช่นถ้าถือ 1 ปี ก็ซื้อสิ้นปี 42 ขายสิ้นปี 43 หรือ ซื้อสิ้นปี 43 ขายสิ้นปี 44 ทำไปเรื่อยๆ จนสิ้นสุดที่ ปี 2559
-ถ้าช่วงระยะเวลาถือครองคือ 10 ปี ให้เริ่มตั้งแต่ซื้อสิ้นปี 42 ขายสิ้นปี 52 , หรือซื้อสิ้นปี 43 ก็ขายที่สิ้นปี 53 ทำเรื่อยไปจนถึงช่วงสุดท้ายคือซื้อ สิ้นปี 49 ขาย 59
-ถ้าช่วงระยะเวลาถือครองคือ 15 ปี สมมติว่าซื้อสิ้นปี 42 ขายสิ้นปี 57 , ซื้อสิ้นปี 42 ขายสิ้นปี 58 , ซื้อสิ้นปี 43 ขายสิ้นปี 59
2. ใช้ผลตอบแทนของดัชนี SET50 เป็นตัวแทนของผลตอบแทนของกองทุนรวมอิงดัชนี ข้อมูลที่ใช้ได้มาจากข้อมูลดัชนี ราคาเปิดและปิดรายปีจาก www.efinancethai.com ปี 2542 ถึง 22 ธค 2559 โดยให้ดัชนีราคาเปิดของปีที่ T แทนดัชนีราคาปิดของปีที่ T-1
3. ถือไปจนครบช่วงเวลาแล้วขายสิ้นปี
4. ผลตอบแทนที่เห็นในบทความนี้เป็นผลตอบแทนแบบทบต้นต่อปี
5. ตัวเลขในบทความนี้ไม่ได้ถูกต้อง 100% มีการปัดทศนิยมให้ดูง่ายๆ
เมื่อได้ข้อมูลมาครบก็ คำนวณโดยหาอัตราผลตอบแทนทบต้น ผลที่ได้ก็ตามนี้ครับ (ถ้าตัวเลขเยอะก็ข้ามตารางพวกนี้ไปอ่านสรุป ที่ได้แยกเป็น 2 กรณีได้เลยครับ)
ผลตอบแทนทุกช่วงเวลา 3 ปี ซื้อปลายธันวาคมแล้วไปขายในปลาย ธันวาคมอีก 3 ปีถัดไป
ผลตอบแทนทุกช่วงเวลา 7 ปี ซื้อปลายธันวาคมแล้วไปขายในปลายธันวาคม อีก 7 ปีถัดไป
ผลตอบแทนทุกช่วงเวลา 10 ปี ซื้อปลายธันวาคมแล้วไปขายในปลายธันวาคม อีก 10 ปีถัดไป
ผลตอบแทนทุกช่วงเวลา 15 ปี ซื้อปลายธันวาคมแล้วไปขายในปลายธันวาคม อีก 15 ปีถัดไป
ผลตอบแทนทุกช่วงเวลา 10 ปี ซื้อปลายธันวาคมแล้วไปขายในปลายธันวาคม อีก 10 ปีถัดไป
ผลตอบแทนทุกช่วงเวลา 15 ปี ซื้อปลายธันวาคมแล้วไปขายในปลายธันวาคม อีก 15 ปีถัดไป
ดูตารางเยอะๆ แล้วตาลาย งั้นขอสรุป สั้นๆ เป็นสองกรณีตามนี้ดีกว่าครับ
กรณีที่ 1 พิจารณาเรื่องความน่าจะเป็นโอกาสที่เงินลงทุนจะลดลง จากตารางจะเห็นว่ายิ่งถือหลักทรัพย์ระยะเวลาน้อย โอกาสที่จะขาดทุนก็จะยิ่งสูง เช่นซื้อปลายปีนี้ขายปลายปีหน้ารวมทั้งหมด 16 ครั้งขาดทุนถึง 7 ครั้งด้วยกัน นั่นหมายความว่าโอกาสที่จะเห็นเงินลงทุนลดลงในกรณีนี้สูงถึง 43% (ไม่ใช่ว่าเงินลดลง 43% นะครับ ส่วนจะขาดทุนกี่เปอร์เซนต์นั้นอันนี้ไม่ได้สนใจ)
แต่ถ้าถือเป็นระยะเวลา 7 ปีขึ้นไป โอกาสที่เงินต้นลดลงนั้นเป็นศูนย์เลยครับ (แต่ว่าจะกำไรมากน้อยเท่าไหร่เดี๋ยวไปดูกันในกรณีต่อไป)
แต่ถ้าโชคไม่ดีไปทำแบบนี้ในปี 2551 (เศรษฐกิจอเมริกาพังส่งผลกระทบไปทั่วโลก) จะขาดทุนถึง 50% (ขาดทุนขนาดนี้ถ้าจะให้ขึ้นมาเท่าเดิมต้องทำผลตอบแทนกลับให้ได้ 100% เลยนะครับ)
แต่ถ้าถือ 15 ปี เงินเย็นแช่น้ำแข็งได้ ผลตอบแทนแบบทบต้นต่ำสุดคือปีละ 7% สูงสุดคือปีละ 11% (ระหว่างทางก่อนถึง 15 ปีอาจมีขาดทุนบ้างกำไรสูงบ้าง แต่ถ้าอยู่จนครบ 15 ปีจะได้ผลตอบแทนในช่วงนี้)
เราจะเห็นว่ายิ่งจำนวนปีสูงๆ ค่าผลตอบแทนสูงสุดกับต่ำสุดจะไม่ต่างกันมากนัก นักลงทุนที่กลัวขาดทุนก็สามารถแก้ได้
โดยการถือยาวๆ ไปเลยครับระดับ 7 ปีขึ้นไป สำหรับตลาดหุ้นไทยแล้วจะเห็นว่าค่อนข้างปลอดภัยสบายใจ กินอิ่มนอนหลับครบกำหนดมีตังค์เพิ่ม โดยเฉพาะ 15 ปี นั้นข้อมูลที่นำมาทดสอบคิดว่าน่าจะครอบคลุมทั้งช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว สูงสุด และผลกระทบจากอเมริกา จนเศรษฐกิจถดถอยช่วง 50-52 ตลอดจนครอลคลุมวิกฤตการทางการเมืองของไทย และภัยธรรมชาติต่างๆ ในประเทศรวมถึงสงครามอิรัก อาฟกานิสถาน ฯลฯ
อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการใช้อดีตมาเป็นฐานข้อมูล ข้อมูลเหล่านี้เป็นแค่แนวทางให้เห็นผลตอบแทนของการลงทุนที่ผ่านมาเท่านั้น ถ้าในอนาคตมีเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในอดีต ผลที่ได้รับอาจไม่เป็นเช่นนี้ก็ได้นะครับ ตามคำกล่าวว่า ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต









ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น