วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

มีเงินอยู่ก้อนหนึ่ง ลงครั้งเดียว ระหว่าง กองไทย กองจีน กองญี่ปุ่น เลือกกองไหนดี

18-9-58

โจทย์มีอยู่ว่า ถ้าจะเลือกลงทุนแล้วให้เงินที่ลงไป ไปอยู่ในกองที่ใช้เงินทุนอย่างคุ้มค่า คืออยากให้กองทุนเอาเงินไปซื้อหุ้นที่มีราคาถูกๆ ควรจะลงทุนที่ไหนดีระหว่าง ตลาดจีน ญี่ปุ่น หรือไทย   ตอนนี้ก็จะมาวัดค่าภาพรวมความถูกแพงของหุ้นกัน  โดยใช้ข้อมูลในรอบปีที่ผ่านมา และใช้ค่า PE เป็นตัวกำหนดระดับความถูกหรือแพงของหุ้น  

หลักการมีดังนี้  (หลักการนี้ไม่ได้ยืนยันว่าเหมาะสมหรือไม่ แต่เวลาทำความเข้าใจต้องรู้ว่า การคิดของผู้เขียนเค้าคิดมาอย่างไร)


1. นำหุ้นที่อยู่ในดัชนีหลักของแต่ละประเทศ  จีนเอาจากดัชนีเซี่ยงไฮ้ ญี่ปุ่นจากนิคเคอิ  ไทยจากดัชนี set100

2. นำหุ้นแต่ละดัชนี มาเรียงตาม Market cap  แล้วคัดเลือกลำดับต้นๆ จีนเอามา 300 หุ้นจาก 900 กว่าๆ   ไทยเอามา 100 หุ้นจาก 100   ญี่ปุ่นเอามา 150 หุ้นจาก 225  สมมติฐานก็คือเวลากองทุนซื้อมักจะซื้อหุ้นที่มา ขนาดหรือ Market ที่อยู่ในลำดับต้นๆ

3. แบ่งกลุ่มระดับความถูกแพงของหุ้นออกเป็น  5 กลุ่ม
    หุ้นถูก กำหนด PE ไว้ที่ 0.01-7
    หุ้นราคาเหมาะสม กำหนด PE ไว้ที่ 7.01-20
    หุ้นแพง กำหนด PE ไว้ที่ 20.01-50
    หุ้นแพงจัด กำหนด PE ไว้ที่ 50 ขึ้นไป
    หุ้นที่ขาดทุน คือหาค่า PE ไม่ได้
4.นับจำนวนหุ้นที่แบ่งตามความแพง แยกไปตามแต่ละตลาด

สรุปได้ตัวเลขดังนี้ เป็นกราฟวงกลมแต่ละตลาด


ภาพที่ 1 เป็นตลาดจีน  หุ้นที่พอลงทุนได้มี กลุ่มหุ้นถูก+กลุ่มหุ้นราคาเหมาะสม อยู่   32%



ภาพที่ 2 เป็นตลาดหุ้นญี่ปุ่น  หุ้นที่พอลงทุนได้ มีอยู่ 60%


ภาพที่ 3 เป็นตลาดหุ้นไทย  หุ้นที่พอลงทุนได้มีแค่ 14% 




 ภาพที่ 4 สรุปเป็นตาราง  รวมทุกตลาดมาอยู่ในตารางเดียว ยิ่งเห็นชัดเจนว่า ตลาดไทยมีหุ้นที่อยู่ในโซนแพงไม่น่าลงทุนรวมกันแล้วถึง 86% ซึ่งเยอะที่สุดในบรรดาสามตลาดนี้  ถ้ามองอย่างนี้แล้ว สามตลาดนี้ตลาดญี่ปุ่นน่าลงทุนที่สุด เพราะมีหุ้นอยู่โซนที่สามารถลงทุนได้ถึง 60.7% ด้วยกันแม้ว่าจะเป็นหุ้นที่ถูกมาแค่ 2.7% ก็ตาม  


อย่างไรก็ตามหุ้นไทยอาจดูไม่คุ้มค่าถ้าลงทุนผ่านกองทุนหุ้น เพราะกองทุนต้องซื้อหุ้นที่มีขนาดใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่ม ตย ที่เรานำมาใช้เป็นข้อมูลในครั้งนี้   แต่หุ้นไทยถ้าเลือก เป็นตัวๆ โดยเน้นหุ้นที่มีขนาดกลางถึงเล็ก และลงทุนเอง ยังมีหุ้นอีกหลายตัวที่สามารถลงทุนได้


ย้ำอีกครั้งครับ อันนี้เป็นการประเมินแบบง่ายเท่านั้น ไม่ได้รวมผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ดูแค่ราคาหุ้นกับผลกำไรในรอบปีที่ผ่านมาเท่านั้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น